หลักสูตรนวดสวีดิช 150 ชั่วโมง

เรียนจบสามารถขึ้นทะเบียน สบส กระทรวงสาธารณสุข

เป็นผู้ให้บริการ เปิดร้านนวด ได้ถูกต้องตามกฏหมาย

 

เรียนทั้งทฤษฎี และปฏิบัติ

ทฤษฎี

  • – ประวัติความเป็นมา และทฤษฎีการนวด
  • – กายวิภาคศาสตร์เบื้องต้น
  • – ประโยชน์ของการนวด
  • – ข้อห้าม ข้อควรปฏิบัติ
  • – คุณธรรมจริยธรรม
  • – จรรยาบรรณในวิชาชีพ
  • – กฏหมายผู้ให้บริการ
  • – หน้าที่ของผู้ให้บริการ
  • – การเตรียมตัวสำหรับผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ และเตรียมพร้อมสถานที่

ปฏิบัติ

  • – สอนปฏิบัตินวด
  • – ขั้นตอนในการนวดและการบริการ
  • – เทคนิคการนวด efflurage, pastissage, tapotement, friction, kneading
  • – เทคนิคการถ่ายเทน้ำหนัก เพื่อเพิ่มน้ำหนักมือ และลดการบาดเจ็บของผู้ให้บริการ

การนวดสวีดิช (Swedish massage)

หรือเรียกอีกอย่างว่า Classic massage เป็นการนวดพื้นฐานแบบดั้งเดิมสไตล์ตะวันตกที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีและนิยมนวดกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน โดยมีแนวคิดพื้นฐานในการนวดตามหลักกายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา (Anatomy and physiology)

ผู้คิดค้นพัฒนาการนวดสวีดิช

ในช่วงปี 1830s นาย Per Henrik Ling ได้เป็นผู้คิดค้นพัฒนาการนวดแบบสวีดิชขึ้นมาเป็นคนแรก โดยก่อนหน้านั้นเขาได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมกีฬา และสามารถรักษาอาการของตนเองจนหายได้ หลังจากนั้นเขาจึงได้คิดค้นพัฒนาเทคนิคจากการรักษาตนเองนั้นขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักไปทั่วและเทคนิคดังกล่าวได้รับการตั้งชื่อว่าการนวดสวีดิช

ต่อมาในปี 1850s ได้เริ่มมีการนำเทคนิคการนวดสวีดิชนี้เข้าไปเผยแพร่ในประเทศอเมริกาเป็นครั้งแรก โดย Dr.Charles Taylor และ Dr.George Taylor สองพี่น้องซึ่งเป็นนายแพทย์ชาวสวีเดน และทั้งคู่ได้มีการจัดตั้งคลินิกสำหรับการนวดแห่งแรกขึ้นที่เมืองนิวยอร์ก

การนวดสวีดิชเป็นการนวดที่ประกอบด้วยเทคนิคสำคัญ 5 รูปแบบได้แก่ Effleurage Petrissage Tapotement Friction และ Vibration โดยเป็นการนวดเพื่อเน้นความผ่อนคลายด้วยจังหวะที่ช้า ลื่นไหล นุ่มนวลและมีความต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญของการนวดสวีดิช คือเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเนื้อเยื่อ ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ลดความวิตกกังวล ร่างกายมีการผ่อนคลายที่ดีขึ้น รวมถึงผ่อนคลายจิตใจอีกด้วย

นอกจากนี้การนวดสวีดิชยังมีความสำคัญอย่างมากเพราะถือเป็นพื้นฐานของการนวดยอดนิยมอื่นๆในแถบยุโรป อันได้แก่ นวดสปอร์ต นวดดีฟทิชชู และการนวดอโรม่า ซึ่งรับการนวดดังกล่าวได้รับเอาแนวคิดและเทคนิคการนวดสวีดิชมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการนวดนั้นๆ

ประโยชน์ของการนวดสวีดิชในด้านต่างๆ

1. ผลทางด้านสรีระวิทยา ช่วยลดการยึดเกาะของเนื้อเยื่อ เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเอ็น ช่วยเพิ่มช่วงของการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ กระตุ้นระบบน้ำเหลืองและการไหลเวียนโลหิต โดยช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ (Hyperaemia) กระตุ้นการทำงานของระบบน้ำเหลือง กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก โดยการทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง และลดความดันโลหิต กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน และลดการหลั่งฮอร์โมนคอติซอล

2. ผลทางด้านระบบประสาท การนวดสวีดิชจะช่วยกระตุ้นการทำงานของหน่วยรับความรู้สึก ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกตึงของกล้ามเนื้อ และมีการกระตุ้นการหลั่งของสารเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยคลายอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อได้

3. ผลทางด้านจิตวิทยา เป็นผลสืบเนื่องจากการที่นวดสวีดิชจะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน และลดการหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด ทำให้ช่วยลดความเครียดและคลายความวิตกกังวลต่างๆ ทำให้ผู้ได้รับการนวดรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข คลายความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ช่วยให้หลับได้สบายและลึกมากขึ้น

เทคนิคการนวดสวีดิช

1. Effleurage หรือ Stroking/Gliding เป็นท่าลูบยาวหรือสัมผัสไปตามผิวหนังอย่างนุ่มนวล โดยเป็นลักษณะของการลูบไปตามทิศทางการไหลของเลือดดำและท่อน้ำเหลืองกลับเข้าสู่หัวใจ โดยแบ่งการลงน้ำหนักเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับ Superficial Stroking และ และระดับ Deep Stroking โดยท่า Effleurage เป็นท่าที่ใช้ในการเริ่มต้นของการนวด ใช้สำหรับการเชื่อมระหว่างท่าให้มีความต่อเนื่อง และใช้ในการสิ้นสุดการนวด โดยการนวดด้วยท่าดังกล่าวนี้จะช่วยให้เกิดการผ่อนคลาย และส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดำ และช่วยระบายน้ำเหลือง
2. Petrissage เป็นเทคนิคการบีบ กด คลึง หรือการนวดลงลึกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ ท่านวดในกลุ่มนี้ได้แก่ Kneading, Picking up, Wringing, Rolling และ Squeezing ประโยชน์ของการนวดท่า Petrissage จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ช่วยยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือด และลดอาการยึดติดของเนื้อเยื่ออ่อน

3. Tapotement เป็นลักษณะการตีหรือเคาะเบาๆ จึงสามารถเรียกอีกอย่างว่า percussion เทคนิคการนวดในกลุ่มนี้ได้แก่ Tapping, Pincement, Hacking, Cupping, Beating และ Clapping เทคนิคแบบ Tapotement สามารถเคาะได้ 2 ลักษณะคือ เคาะเบาบนชั้นผิวหนัง และเคาะหนักไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ ช่วยกระตุ้นเส้นประสาท ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพิ่มการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ เพิ่มความตื่นตัว ลดอาการปวด

4. Friction คือเทคนิคการเสียดสี หรือการขยี้ เป็นเทคนิคที่มีการกดและยืด แบ่งแรงกดออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ กดแบบเบา และกดแบบหนักลึก ลักษณะการกดของท่า Friction เป็นการกดโดยเคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง แต่มิใช่การลูบไปบนผิว เป็นการกดเฉพาะจุดอย่างซ้ำๆ มีประโยชน์ในการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง ช่วยคลายหรือยืดกล้ามเนื้อ และสลายพังพืด

5. Vibration/shaking/rocking เป็นเทคนิคที่มีลักษณะของการสั่นสะเทือน เทคนิคในกลุ่มนี้ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท หากใช้เทคนิคนี้ในระยะเวลานานจะทำให้เกิดการผ่อนคลาย ลดความเจ็บปวด เพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดความตึงตัวของกลามเนื้อ

เรายังมีหลักสูตรอีกมากมาย